หลักสูตรที่เปิดสอน
หลักสูตรที่เปิดสอน

โครงสร้างหลักสูตรสถานศึกษาหรือแนวทางการให้บริการช่วยเหลือระยะแรกเริ่ม

ในปีการศึกษา ๒๕๕๘ ศูนย์การศึกษาพิเศษ เขตการศึกษา ๔ จังหวัดตรัง ให้บริการเตรียมความพร้อมระยะแรกเริ่มแก่เด็กพิการตามโครงสร้างหลักสูตรการให้บริการช่วยเหลือระยะแรกเริ่มสำหรับเด็กพิการ ศูนย์การศึกษาพิเศษ เขตการศึกษา ๔ จังหวัดตรัง พุทธศักราช ๒๕๕๖ การให้บริการช่วยเหลือระยะแรกเริ่มสำหรับเด็กพิการแต่ละประเภท ดังนี้

๑. เด็กที่มีความบกพร่องทางการเห็น ได้แก่ เด็กเห็นเลือนราง และเด็กตาบอด มุ่งพัฒนาทักษะการใช้ประสาทสัมผัสที่เหลืออยู่ เช่น การมองเห็น การได้ยิน การสัมผัส การดมกลิ่น ฯลฯ โดยเด็กเห็นเลือนราง ฝึกใช้อุปกรณ์ช่วยการเห็น เช่น แว่นขยาย เครื่องอิเล็กทรอนิกส์ขยายข้อความ และภาพ สำหรับเด็กตาบอด ฝึกการสร้างความคุ้นเคยกับสภาพแวดล้อมและการเคลื่อนไหว การเดินทางของคนตาบอด การใช้ลูกคิด การเตรียมความพร้อมการอ่าน และการเขียนอักษร เบรลล์ไทย

๒. เด็กที่มีความบกพร่องทางการได้ยิน ได้แก่ เด็กหูตึง และเด็กหูหนวก โดยเด็กหูตึง ฝึกฟัง ฝึกพูด ฝึกการใช้เครื่องช่วยฟัง ฝึกการใช้ประสาทหูเทียม สำหรับเด็กหูหนวก ฝึกการใช้ภาษามือ การอ่านริมฝีปาก การสะกดนิ้วมือ

๓. เด็กที่มีความบกพร่องทางสติปัญญา มุ่งเน้นฝึกปฏิบัติกิจวัตรประจำวัน การรับผิดชอบงานบ้าน การดูแลสุขอนามัยส่วนบุคคล และความปลอดภัยในชีวิตประจำวัน

๔. เด็กที่มีความบกพร่องทางร่างกายหรือการเคลื่อนไหวหรือสุขภาพ ฝึกการใช้อุปกรณ์เครื่องช่วยเดิน กายอุปกรณ์เสริม กายอุปกรณ์เทียม อุปกรณ์ดัดแปลง สิ่งอำนวยความสะดวก และเทคโนโลยีสิ่งอำนวยความสะดวก รวมถึงการดูแลสุขอนามัยส่วนบุคคลเพื่อป้องกันภาวะแทรกซ้อน

๕. เด็กที่มีความบกพร่องทางการเรียนรู้ ฝึกความสนใจ ความเข้าใจภาษา การแสดงออก ทางภาษา อารมณ์ ความรู้สึก การลดพฤติกรรมที่ไม่พึงประสงค์ การปฏิบัติตามกติกาของสังคม เตรียมความพร้อมด้านการอ่าน การเขียน การคิดคำนวณ

. เด็กที่มีความบกพร่องทางการพูดและภาษา ฝึกการใช้ภาษาเพื่อการสื่อสาร โดยการ ฝึกทักษะการฟัง การพูด การอ่าน การเขียน การใช้รูปภาพสัญลักษณ์ในการสื่อสาร

๗. เด็กที่มีความบกพร่องทางพฤติกรรมหรืออารมณ์ ฝึกการควบคุมอารมณ์ ความรู้สึก ความสนใจ การตอบสนองต่อสิ่งเร้า เพื่อลดพฤติกรรมที่ไม่พึงประสงค์ และปฏิบัติตามกติกาของสังคมได้อย่างเหมาะสม

๘. เด็กออทิสติก ฝึกการเข้าใจภาษา การแสดงออกทางภาษา อารมณ์ ความรู้สึก ฝึกการมีปฏิสัมพันธ์ทางสังคม ความสนใจ การตอบสนองต่อสิ่งเร้า การลดพฤติกรรมที่ไม่พึงประสงค์ การปฏิบัติตามกติกาของสังคม การเลียนแบบ การหลีกหนีจากอันตราย

๙. เด็กพิการซ้อน ฝึกโดยเน้นความบกพร่องที่จะพัฒนาศักยภาพเด็กพิการเพื่อพัฒนาศักยภาพด้านอื่นที่ส่งผลต่อการดำรงชีวิต

ทั้งนี้ การให้บริการช่วยเหลือเด็กพิการแต่ละประเภท ครูและผู้ปกครองควรเลือกใช้เทคนิค วิธีสอน สื่อ และเทคโนโลยีสิ่งอำนวยความสะดวก ที่สอดคล้องเหมาะสมกับระดับและประเภท ความพิการ สำหรับเด็กพิการอายุต่ำกว่า ๓ ปี เน้นให้ครอบครัวมีบทบาทสำคัญในการดูแล ช่วยเหลือกระตุ้นพัฒนาการในระยะแรกเริ่ม ส่วนเด็กพิการอายุ ๓ – ๖ ปี เน้นให้ศูนย์การศึกษาพิเศษร่วมกับคณะสหวิชาชีพ ครอบครัวและชุมชน พัฒนาศักยภาพและเตรียมความพร้อมให้กับเด็กพิการ

ปรัชญาการจัดการศึกษาสำหรับเด็กพิการ

๑. เด็กพิการทุกคนมีโอกาสรับและเข้าถึงการศึกษาอย่างทั่วถึงและเสมอภาค

๒. การจัดการศึกษาสำหรับเด็กพิการ ควรจัดให้เร็วที่สุดตั้งแต่แรกเกิดหรือพบความพิการ โดยคำนึงถึงการมีส่วนร่วมของผู้เกี่ยวข้องทุกฝ่าย ได้แก่ ครู หมอ พ่อแม่ และชุมชน รวมทั้งมีการ วางแผนการจัดบริการทางการศึกษาที่เหมาะสม เพื่อสนองต่อความต้องการจำเป็นพิเศษของ แต่ละบุคคล

๓. จัดให้มีการดำเนินการส่งต่อหรือการเปลี่ยนผ่าน เพื่อให้เด็กพิการได้รับบริการที่เหมาะสมตามความต้องการจำเป็นพิเศษของแต่ละบุคคล

๔. การจัดการศึกษาสำหรับเด็กพิการมุ่งเน้นให้เด็กพิการดำรงชีวิตอยู่กับผู้อื่นได้ อย่างมีความสุข

วิสัยทัศน์

เด็กพิการทุกคนได้รับการพัฒนาเต็มศักยภาพ ดำรงชีวิตและสามารถอยู่กับผู้อื่นได้ อย่างมีความสุข

หลักการ

หลักสูตรการให้บริการช่วยเหลือระยะแรกเริ่มสำหรับเด็กพิการ ศูนย์การศึกษาพิเศษ เขตการศึกษา ๔ จังหวัดตรัง พุทธศักราช ๒๕๕๖ มีหลักการสำคัญ ดังนี้

๑. จัดการศึกษาโดยยึดผู้เรียนเป็นสำคัญ

๒. พัฒนาเด็กพิการโดยองค์รวมด้วยรูปแบบและกระบวนการที่หลากหลายผ่านกิจกรรม ที่เหมาะสมกับวัยและพัฒนาการ โดยใช้แผนการให้บริการช่วยเหลือเฉพาะครอบครัว แผนการจัดการศึกษาเฉพาะบุคคล กำหนดแนวทางการจัดการศึกษาที่สอดคล้องกับความต้องการจำเป็นพิเศษเฉพาะของเด็กพิการและครอบครัว

๓. จัดประสบการณ์การเรียนรู้ให้เด็กพิการสามารถดำรงชีวิตได้เต็มศักยภาพอย่างมีความสุข และมีคุณภาพชีวิตที่ดี

๔. เลือกใช้เทคโนโลยีสิ่งอำนวยความสะดวก สื่อ บริการ และความช่วยเหลืออื่นใดทางการศึกษาให้ตรงกับความต้องการจำเป็นพิเศษเฉพาะบุคคล

๕. เน้นการมีส่วนร่วมกับครอบครัว คณะสหวิชาชีพ สถานศึกษา ชุมชน และผู้เกี่ยวข้อง ในการพัฒนาเด็กพิการ

๖. ประเมินผลการเรียนรู้อย่างต่อเนื่องและนำผลการประเมินมาใช้ในการปรับและทบทวนแผนเพื่อพัฒนาเด็กพิการ

จุดหมาย

มุ่งพัฒนาเด็กพิการตั้งแต่แรกเกิดหรือพบความพิการให้สามารถพัฒนาได้เทียบเท่า หรือใกล้เคียงกับเด็กทั่วไปในวัยเดียวกัน และส่งเสริมครอบครัวให้สามารถเลี้ยงดูพัฒนาเด็กพิการ เพื่อให้เด็กพิการได้รับการพัฒนาตามที่กำหนดในแผนการจัดการศึกษาเฉพาะบุคคลและแผนการให้บริการช่วยเหลือเฉพาะครอบครัว ให้มีศักยภาพพึ่งพาตนเองได้ และมีคุณภาพชีวิตที่ดี เต็มศักยภาพของแต่ละบุคคล

คุณลักษณะอันพึงประสงค์

หลักสูตรการให้บริการช่วยเหลือระยะแรกเริ่มสำหรับเด็กพิการ ศูนย์การศึกษาพิเศษ เขตการศึกษา ๔ จังหวัดตรัง พุทธศักราช ๒๕๕๖ ได้กำหนดคุณลักษณะอันพึงประสงค์ ดังนี้

๑. ร่างกายเจริญเติบโตและมีสุขนิสัยที่ดี

๒. กล้ามเนื้อมัดใหญ่และกล้ามเนื้อมัดเล็กแข็งแรง และใช้ได้อย่างประสานสัมพันธ์กัน

๓. ร่าเริง แจ่มใส มีความสุขและมีความรู้สึกที่ดีต่อตนเองและผู้อื่น

๔. มีคุณธรรม จริยธรรม มีวินัยในตนเองและมีความรับผิดชอบ

๕. ช่วยเหลือตนเองได้เต็มศักยภาพ

๖. สนใจต่อการเรียนรู้สิ่งต่างๆ รอบตัว

๗. เล่นและทำกิจกรรมร่วมกับผู้อื่นได้อย่างมีความสุข

๘. ใช้ภาษาสื่อสารได้อย่างเหมาะสม

๙. มีความสามารถในการคิดและการแก้ปัญหาได้อย่างเหมาะสม

๑๐. มีความสามารถในการดำรงชีวิตประจำวันได้เต็มศักยภาพ

โครงสร้างหลักสูตร

การพัฒนาศักยภาพเด็กพิการ ตามหลักสูตรการให้บริการช่วยเหลือระยะแรกเริ่มสำหรับ เด็กพิการ ศูนย์การศึกษาพิเศษ เขตการศึกษา ๔ จังหวัดตรัง พุทธศักราช ๒๕๕๖ จำเป็นต้องคำนึงถึงโครงสร้างหลักสูตร ดังนี้

คุณลักษณะอันพึงประสงค์


ทักษะการเรียนรู้

ทักษะพื้นฐาน

ทักษะจำเป็นเฉพาะความพิการ

หรือทักษะจำเป็นอื่นๆ

- ทักษะกล้ามเนื้อมัดใหญ่

- ทักษะกล้ามเนื้อมัดเล็ก

- ทักษะการช่วยเหลือตนเองในชีวิตประจำวัน

- ทักษะการรับรู้และแสดงออกทางภาษา

- ทักษะทางสังคม

- ทักษะทางสติปัญญาหรือการเตรียมความ

พร้อมทางวิชาการ

- ทักษะจำเป็นเฉพาะสำหรับเด็กที่มีความบกพร่องทางการเห็น

- ทักษะจำเป็นเฉพาะสำหรับเด็กที่มีความบกพร่องทางการ ได้ยิน

- ทักษะจำเป็นเฉพาะสำหรับเด็กที่มีความบกพร่องทางสติปัญญา

- ทักษะจำเป็นเฉพาะสำหรับเด็กที่มีความบกพร่องทางร่างกาย

หรือการเคลื่อนไหวหรือสุขภาพ

- ทักษะจำเป็นเฉพาะสำหรับเด็กที่มีความบกพร่องทาง

การเรียนรู้

- ทักษะจำเป็นเฉพาะสำหรับเด็กที่มีความบกพร่องทางการพูด

และภาษา

- ทักษะจำเป็นเฉพาะสำหรับเด็กที่มีความบกพร่องทางพฤติกรรมหรืออารมณ์

- ทักษะจำเป็นเฉพาะสำหรับเด็กออทิสติก

- ทักษะจำเป็นเฉพาะสำหรับเด็กพิการซ้อน

เวลาเรียน ขึ้นอยู่กับความพร้อม พัฒนาการและศักยภาพของเด็กพิการตาม ประเภทและสภาพความพิการ

ของแต่ละบุคคล

กิจกรรมพัฒนาผู้เรียน กิจกรรมนันทนาการ กิจกรรมคุณธรรม กิจกรรมทัศนศึกษา

กิจกรรมบริการเทคโนโลยีสารสนเทศและการสื่อสาร

ฯลฯ

๑. คุณลักษณะอันพึงประสงค์ เป็นเป้าหมายหลักในการพัฒนาศักยภาพเด็กพิการ ตามหลักสูตรกำหนด

๒. ทักษะการเรียนรู้ ประกอบด้วย ๒ ส่วน คือทักษะพื้นฐานและทักษะจำเป็นเฉพาะ ความพิการหรือทักษะจำเป็นอื่นๆ มีรายละเอียดดังนี้

๒.๑ ทักษะพื้นฐาน เป็นทักษะที่จำเป็นในการพัฒนาเด็กพิการมีทั้งหมด ๖ ทักษะ ได้แก่

๑) ทักษะกล้ามเนื้อมัดใหญ่ เป็นการพัฒนากล้ามเนื้อมัดใหญ่ในด้านต่างๆ ในเรื่อง การเคลื่อนไหวในท่านอน การคืบ การคลาน การนั่ง การยืน การเดิน การวิ่ง การกระโดด และ การรับส่งลูกบอล

๒) ทักษะกล้ามเนื้อมัดเล็ก เป็นการพัฒนากล้ามเนื้อมัดเล็กให้แข็งแรงและใช้ได้อย่างประสานสัมพันธ์กันในเรื่อง การมอง การใช้มือในการทำกิจกรรม การประสานสัมพันธ์ระหว่างตากับมือ และการเคลื่อนไหวอวัยวะที่ใช้ในการพูด

๓) ทักษะการช่วยเหลือตนเองในชีวิตประจำวัน เป็นการพัฒนาให้ผู้เรียนสามารถปฏิบัติกิจวัตรประจำวันพื้นฐานในเรื่องการรับประทานอาหาร การแต่งกาย การขับถ่าย การทำความสะอาดร่างกาย และการรับผิดชอบงานบ้าน

๔) ทักษะการรับรู้และแสดงออกทางภาษา เป็นการพัฒนาให้ผู้เรียนสามารถรับรู้และแสดงออกทางภาษาที่เหมาะสม ในเรื่อง การรับรู้เสียงและคำ การแสดงสีหน้าท่าทางและคำพูด การออกเสียงพยัญชนะและสระ การสร้างคำพูดและประโยค และการบอกข้อมูลส่วนตัว

๕) ทักษะทางสังคม เป็นการส่งเสริมการปฏิบัติตนในสังคมในเรื่องการเล่นและเสริมสร้างการมีปฏิสัมพันธ์กับผู้อื่น

๖) ทักษะทางสติปัญญาหรือการเตรียมความพร้อมทางวิชาการ เป็นการพัฒนาด้านการรับรู้ ความคิดรวบยอดด้านต่างๆ และการแก้ปัญหาในชีวิตประจำวัน การเตรียมความพร้อมทักษะพื้นฐานคณิตศาสตร์ในเรื่อง การนับ การรู้ค่าของตัวเลข การอ่านและการเขียนตัวเลข การจับคู่ การเปรียบเทียบ การจำแนก การจัดหมวดหมู่ การเตรียมความพร้อมทักษะพื้นฐานภาษาไทย ได้แก่ การอ่านและการเขียนภาษาไทย

๒.๒ ทักษะจำเป็นเฉพาะความพิการหรือทักษะจำเป็นอื่นๆ เป็นการพัฒนาศักยภาพเฉพาะของเด็กพิการตามความต้องการจำเป็นพิเศษแต่ละประเภทความพิการ และได้จัดทำไว้ เป็นตัวอย่างดังนี้

๑) ทักษะจำเป็นเฉพาะสำหรับเด็กที่มีความบกพร่องทางการเห็น เป็นการพัฒนาทักษะครอบคลุมการใช้ประสาทสัมผัสทางการเห็นที่เหลืออยู่ การสร้างความคุ้นเคยกับสภาพแวดล้อมและการเคลื่อนไหว การเดินทางของคนตาบอด การฝึกประสาทสัมผัส การเคลื่อนที่ของมือ การอ่านอักษรเบรลล์ การเตรียมความพร้อมการเขียนอักษรเบรลล์ การเขียนอักษรเบรลล์ การใช้ลูกคิด

๒) ทักษะจำเป็นเฉพาะสำหรับเด็กที่มีความบกพร่องทางการได้ยิน เป็นการพัฒนาทักษะการฟัง การพูด การใช้เครื่องช่วยฟัง และการใช้ภาษามือ

๓) ทักษะจำเป็นเฉพาะสำหรับเด็กที่มีความบกพร่องทางสติปัญญา เป็นการพัฒนา การรับผิดชอบงานบ้าน การดูแลสุขอนามัยส่วนบุคคล และความปลอดภัยในชีวิตประจำวัน

๔) ทักษะจำเป็นเฉพาะสำหรับเด็กที่มีความบกพร่องทางร่างกายหรือ การเคลื่อนไหวหรือสุขภาพ เป็นการฝึกการใช้อุปกรณ์เครื่องช่วยเดิน กายอุปกรณ์เสริม กายอุปกรณ์เทียม อุปกรณ์ดัดแปลง สิ่งอำนวยความสะดวก และเทคโนโลยีสิ่งอำนวยความสะดวก รวมถึงการดูแลสุขอนามัยส่วนบุคคลเพื่อป้องกันภาวะแทรกซ้อน

๕) ทักษะจำเป็นเฉพาะสำหรับเด็กที่มีความบกพร่องทางการเรียนรู้ เป็นการเตรียม เพื่อส่งเสริมพัฒนาการด้านความสนใจ ความเข้าใจภาษา การแสดงออกทางภาษา อารมณ์ ความรู้สึก การลดพฤติกรรมที่ไม่พึงประสงค์ การปฏิบัติตามกติกาของสังคม นำไปสู่การพัฒนาด้านการอ่าน การเขียน การคิดคำนวณ

๖) ทักษะจำเป็นเฉพาะสำหรับเด็กที่มีความบกพร่องทางการพูดและภาษา เป็นการพัฒนาการใช้ภาษาเพื่อการสื่อสาร โดยการฝึกทักษะการฟัง การพูด การอ่าน การเขียน การใช้รูปภาพสัญลักษณ์ในการสื่อสาร ควรได้รับการแก้ไขการพูดจากครูการศึกษาพิเศษ หรือนักอรรถบำบัด

๗) ทักษะจำเป็นเฉพาะสำหรับเด็กที่มีความบกพร่องทางพฤติกรรมหรืออารมณ์ เป็นการพัฒนาด้านอารมณ์ ความรู้สึก ด้านความสนใจ การตอบสนองต่อสิ่งเร้า เพื่อลดพฤติกรรมที่ ไม่พึงประสงค์ และปฏิบัติตามกติกาของสังคมได้อย่างเหมาะสม ควรได้รับการฝึกจากคณะสหวิชาชีพ

๘) ทักษะจำเป็นเฉพาะสำหรับเด็กออทิสติก เป็นการฝึกทักษะจำเป็นเฉพาะสำหรับบุคคลออทิสติกเพื่อส่งเสริมพัฒนาการด้านความสนใจ การตอบสนองต่อสิ่งเร้า การเข้าใจภาษา การแสดงออกทางภาษา อารมณ์ ความรู้สึก การลดพฤติกรรมที่ไม่พึงประสงค์ การปฏิบัติตามกติกาของสังคม การเลียนแบบ การหลีกหนีจากอันตราย

๙) ทักษะจำเป็นเฉพาะสำหรับเด็กพิการซ้อน สามารถนำทักษะจำเป็นเฉพาะความพิการหรือทักษะจำเป็นอื่นๆ ไปใช้ได้ หรือกำหนดทักษะจำเป็นเพิ่มเติม เพื่อนำมาพัฒนาเด็กพิการได้ตามความเหมาะสม

๓. กิจกรรมพัฒนาผู้เรียน เป็นกิจกรรมที่ส่งเสริมให้ผู้เรียนได้พัฒนาศักยภาพตามประเภทและสภาพความพิการตามบริบทหรือความพร้อมของสถานศึกษา ทั้งนี้ สำนักงานคณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐานกำหนดขอบข่ายกิจกรรมพัฒนาผู้เรียนซึ่งศูนย์การศึกษาพิเศษ เขตการศึกษา ๔ จังหวัดตรัง สามารถนำมาปรับใช้และดำเนินการในรูปแบบกิจกรรม โครงการ หรือการบูรณาการกิจกรรม ดังสาระสำคัญต่อไปนี้

๓.๑ กิจกรรมนันทนาการ เป็นกิจกรรมที่ศูนย์การศึกษาพิเศษ เขตการศึกษา ๔ จังหวัดตรัง จัดเพิ่มเติมจากกิจกรรมการพัฒนาศักยภาพเด็กพิการตามที่ระบุไว้ในแผนการจัดการศึกษาเฉพาะบุคคล เช่น กิจกรรมดนตรี กิจกรรมศิลปะ กิจกรรมกีฬา เป็นต้น

๓.๒ กิจกรรมคุณธรรม เป็นกิจกรรมส่งเสริมให้เด็กพิการมีคุณธรรม จริยธรรม ค่านิยมที่ดีงาม คุณลักษณะอันพึงประสงค์ เช่น กิจกรรมทางศาสนาวัฒนธรรมและประเพณี กิจกรรมทางวิชาการ กิจกรรมทางสังคม กิจกรรมการรักษาธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม กิจกรรมส่งเสริมคุณธรรม จริยธรรมและจิตสาธารณะ เป็นต้น

๓.๓ กิจกรรมทัศนศึกษา เป็นกิจกรรมส่งเสริมการเรียนรู้สภาพแวดล้อม ทางภูมิศาสตร์และประวัติศาสตร์ของชุมชน ท้องถิ่น ชาติและกลุ่มประเทศอาเซียน และทัศนศึกษาตามแหล่งเรียนรู้ต่างๆ เพื่อเสริมสร้างประสบการณ์ตรงให้กับเด็กพิการเพิ่มเติมจากที่ระบุไว้ในแผนการจัดการศึกษาเฉพาะบุคคล เช่น ทัศนศึกษาแหล่งเรียนรู้ในชุมชน กิจกรรมกระเตงน้องท่องสวนสัตว์ เป็นต้น

๓.๔ กิจกรรมบริการเทคโนโลยีสารสนเทศและการสื่อสาร เป็นกิจกรรม การให้บริการแก่เด็ก หรือผู้ปกครอง เช่น การให้บริการสืบค้นข้อมูลผ่านระบบอินเตอร์เน็ต การให้บริการคอมพิวเตอร์ในการจัดทำสื่อ การบริการสืบค้นผลงานของศูนย์การศึกษาพิเศษ ผ่านคอมพิวเตอร์ เป็นต้น

๓.๕ กิจกรรมอื่น ๆ ตามความเหมาะสม

. เวลาเรียน ขึ้นอยู่กับความพร้อม พัฒนาการและศักยภาพของเด็กพิการ ตามประเภทและสภาพความพิการของแต่ละบุคคล

ความสัมพันธ์ของการพัฒนาคุณภาพผู้เรียนตามหลักสูตรการให้บริการช่วยเหลือระยะแรกเริ่ม สำหรับเด็กพิการ ศูนย์การศึกษาพิเศษ เขตการศึกษา ๔ จังหวัดตรัง พุทธศักราช ๒๕๕๖

วิสัยทัศน์

เด็กพิการทุกคนได้รับการพัฒนาเต็มศักยภาพ ดำรงชีวิตและสามารถอยู่กับผู้อื่นได้อย่างมีความสุข

คุณลักษณะอันพึงประสงค์

๑. ร่างกายเจริญเติบโตและมีสุขนิสัยที่ดี ๒. กล้ามเนื้อมัดใหญ่และกล้ามเนื้อมัดเล็กแข็งแรง และใช้ได้อย่างประสานสัมพันธ์กัน ๓. ร่าเริง แจ่มใส มีความสุขและมีความรู้สึกที่ดีต่อตนเองและผู้อื่น ๔. มีคุณธรรม จริยธรรม มีวินัยในตนเอง และมีความรับผิดชอบ ๕. ช่วยเหลือตนเองได้เต็มศักยภาพ ๖. สนใจต่อการเรียนรู้สิ่งต่างๆ รอบตัว ๗. เล่นและทำกิจกรรมร่วมกับผู้อื่นได้อย่างมีความสุข ๘. ใช้ภาษาสื่อสารได้อย่างเหมาะสม ๙. มีความสามารถในการคิดและการแก้ปัญหาได้อย่างเหมาะสม ๑๐. มีความสามารถในการดำรงชีวิตประจำวันได้เต็มศักยภาพ

กิจกรรมพัฒนาผู้เรียน

กิจกรรมนันทนาการ

กิจกรรมคุณธรรม

◊ กิจกรรมทัศนศึกษา

◊ กิจกรรมบริการเทคโนโลยีสารสนเทศและการสื่อสาร

ฯลฯ

ทักษะการเรียนรู้

๑. ทักษะกล้ามเนื้อมัดใหญ่

๒. ทักษะกล้ามเนื้อมัดเล็ก

๓. ทักษะการช่วยเหลือตนเองในชีวิตประจำวัน

๔. ทักษะการรับรู้และแสดงออกทางภาษา

๕. ทักษะทางสังคม

๖. ทักษะทางสติปัญญาหรือการเตรียมความพร้อมทางวิชาการ

๗. ทักษะจำเป็นเฉพาะความพิการ หรือทักษะจำเป็นอื่นๆ

จุดหมาย

มุ่งพัฒนาเด็กพิการตั้งแต่แรกเกิดหรือพบความพิการให้สามารถพัฒนาได้เทียบเท่าหรือใกล้เคียงกับเด็กทั่วไปในวัยระดับเดียวกัน และส่งเสริมครอบครัวให้สามารถเลี้ยงดูพัฒนาเด็กพิการ เพื่อให้ เด็กพิการได้รับการพัฒนาตามที่กำหนดในแผนการจัดการศึกษาเฉพาะบุคคลและแผนการให้บริการช่วยเหลือเฉพาะครอบครัว ให้พึ่งพาตนเองได้ และมีคุณภาพชีวิตที่ดีเต็มศักยภาพของแต่ละบุคคล





คุณภาพเด็กพิการ


กลุ่มเป้าหมาย

กลุ่มเป้าหมายตามหลักสูตรการให้บริการช่วยเหลือระยะแรกเริ่มสำหรับเด็กพิการ ศูนย์การศึกษาพิเศษ เขตการศึกษา ๔ จังหวัดตรัง พุทธศักราช ๒๕๕๖ ตามประกาศกระทรวง-ศึกษาธิการ เรื่อง กำหนดประเภทและหลักเกณฑ์ของคนพิการทางการศึกษา พ.ศ. ๒๕๕๒ ดังต่อไปนี้

๑. บุคคลที่มีความบกพร่องทางการเห็น ได้แก่ บุคคลที่สูญเสียการเห็นตั้งแต่ระดับเล็กน้อยจนถึงตาบอดสนิท ซึ่งแบ่งเป็น ๒ ประเภทดังนี้

.๑ คนตาบอด หมายถึง บุคคลที่สูญเสียการเห็นมากจนต้องใช้สื่อสัมผัสและ สื่อเสียง หากตรวจวัดความชัดของสายตาข้างดีเมื่อแก้ไขแล้วอยู่ในระดับ ๖ ส่วน ๖๐ (/๖๐) หรือ ๒๐ ส่วน ๒๐๐ (๒๐/๒๐๐) จนถึงไม่สามารถรับรู้เรื่องแสง

.๒ คนเห็นเลือนราง หมายถึง บุคคลที่สูญเสียการเห็นแต่ยังสามารถอ่านอักษรตัวพิมพ์ขยายใหญ่ด้วยอุปกรณ์เครื่องช่วยความพิการหรือเทคโนโลยีสิ่งอำนวยความสะดวก หากวัดความชัดเจนของสายตาข้างดีเมื่อแก้ไขแล้วอยู่ในระดับ ๖ ส่วน ๑๘ (/๑๘) หรือ ๒๐ ส่วน ๗๐ (๒๐/๗๐)

๒. บุคคลที่มีความบกพร่องทางการได้ยิน ได้แก่บุคคลที่สูญเสียการได้ยินตั้งแต่ระดับ หูตึงน้อยจนถึงหูหนวก ซึ่งแบ่งเป็น ๒ ประเภท ดังนี้

.๑ คนหูหนวก หมายถึง บุคคลที่สูญเสียการได้ยินมากจนไม่สามารถเข้าใจการพูดผ่านทางการได้ยินไม่ว่าจะใส่หรือไม่ใส่เครื่องช่วยฟัง ซึ่งโดยทั่วไปหากตรวจการได้ยินจะมีการสูญเสียการได้ยิน ๙๐ เดซิเบลขึ้นไป

.๒ คนหูตึง หมายถึง บุคคลที่มีการได้ยินเหลืออยู่เพียงพอที่จะได้ยินการพูด ผ่านทางการได้ยิน โดยทั่วไปจะใส่เครื่องช่วยฟัง ซึ่งหากตรวจวัดการได้ยินจะมีการสูญเสียการได้ยินน้อยกว่า ๙๐ เดซิเบลลงมาถึง ๒๖ เดซิเบล

๓. บุคคลที่มีความบกพร่องทางสติปัญญา ได้แก่ บุคคลที่มีความจำกัดอย่างชัดเจน ในการปฏิบัติตนในปัจจุบัน ซึ่งมีลักษณะเฉพาะ คือ ความสามารถทางสติปัญญาต่ำกว่าเกณฑ์เฉลี่ย อย่างมีนัยสำคัญร่วมกับความจำกัดของทักษะการปรับตัวอีกอย่างน้อย ๒ ทักษะจาก ๑๐ ทักษะ ได้แก่ การสื่อความหมาย การดูแลตนเอง การดำรงชีวิตภายในบ้าน ทักษะทางสังคม/การมีปฏิสัมพันธ์ กับผู้อื่น การรู้จักใช้ทรัพยากรในชุมชน การรู้จักดูแลควบคุมตนเอง การนำความรู้มาใช้ใน ชีวิตประจำวัน การทำงาน การใช้เวลาว่าง การรักษาสุขภาพอนามัยและความปลอดภัย ทั้งนี้ ได้แสดงอาการดังกล่าวก่อนอายุ ๑๘ ปี

๔. บุคคลที่มีความบกพร่องทางร่างกายหรือการเคลื่อนไหวหรือสุขภาพ ซึ่งแบ่งเป็น

๒ ประเภท ดังนี้

.๑ บุคคลที่มีความบกพร่องทางร่างกายหรือการเคลื่อนไหว ได้แก่ บุคคลที่มีอวัยวะไม่สมส่วนหรือขาดหายไป กระดูกหรือกล้ามเนื้อผิดปกติ มีอุปสรรคในการเคลื่อนไหว ความบกพร่องดังกล่าวอาจเกิดจากโรคทางระบบประสาท โรคของระบบกล้ามเนื้อและกระดูก การไม่สมประกอบ มาแต่กำเนิด อุบัติเหตุและโรคติดต่อ

.๒ บุคคลที่มีความบกพร่องทางสุขภาพ ได้แก่ บุคคลที่มีความเจ็บป่วยเรื้อรังหรือ มีโรคประจำตัวซึ่งจำเป็นต้องได้รับการรักษาอย่างต่อเนื่องและเป็นอุปสรรคต่อการศึกษา ซึ่งมีผล ทำให้เกิดความจำเป็นต้องได้รับการศึกษาพิเศษ

๕. บุคคลที่มีความบกพร่องทางการเรียนรู้ ได้แก่ บุคคลที่มีความผิดปกติในการทำงานของสมองบางส่วนที่แสดงถึงความบกพร่องในกระบวนการเรียนรู้ที่อาจเกิดขึ้นเฉพาะความสามารถด้านใดด้านหนึ่งหรือหลายด้าน คือ การอ่าน การเขียน การคิดคำนวณซึ่งไม่สามารถเรียนรู้ในด้านที่บกพร่องได้ทั้งที่มีระดับสติปัญญาปกติ

๖. บุคคลที่มีความบกพร่องทางการพูดและภาษา ได้แก่ บุคคลที่มีความบกพร่อง ในการเปล่งเสียงพูด เช่น เสียงผิดปกติ อัตราความเร็วและจังหวะการพูดผิดปกติ หรือบุคคลที่มี ความบกพร่องในเรื่องความเข้าใจหรือการใช้ภาษาพูด การเขียนหรือระบบสัญลักษณ์อื่นที่ใช้ในการติดต่อสื่อสาร ซึ่งอาจเกี่ยวกับรูปแบบ เนื้อหาและหน้าที่ของภาษา

๗. บุคคลที่มีความบกพร่องทางพฤติกรรมหรืออารมณ์ ได้แก่ บุคคลที่มีพฤติกรรมเบี่ยงเบนไปจากปกติเป็นอย่างมาก และปัญหาทางพฤติกรรมนั้นเป็นไปอย่างต่อเนื่อง ซึ่งเป็น